<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/93</link>
    <description />
    <pubDate>Sun, 05 Oct 2025 05:25:46 GMT</pubDate>
    <dc:date>2025-10-05T05:25:46Z</dc:date>
    <item>
      <title>การศึกษาความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่งของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรณีศึกษา : คณะครุศาสตร์อุตสาหากรรม</title>
      <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/197</link>
      <description>Title: การศึกษาความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่งของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรณีศึกษา : คณะครุศาสตร์อุตสาหากรรม; The Study Of The Readiness Of Rajamangala University Of Technology Krungthep Undergraduate Students In E-Learning Case Study: Faculty Of Technical Education Electricity Authority
Authors: สมใจ หุตะสุขพัฒน์; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ . คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม. สาขาวิชาเทคนิคศึกษา.
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเรื่องการศึกษาความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่ง ของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรณีศึกษา : คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมและเปรียบเทียบความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่งของนักศึกษา ระดับปริญญาตรีภาคปกติคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลยัเทคโนโลยีราช มงคลกรุงเทพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ระดับปริญญาตรีที่ได้ ลงทะเบียนในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2552 จำนวนทั้งสิ้น 617คน มีแบบสอบถามที่สมบูรณ์จำนวน 575 ชุด คิดเป็นร้อยละ 93.19 รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามแบบประมาณค่า (Rating Scale) แล้วนำมาประมวล ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ทดสอบสมมุติฐานด้วย F-test (ANOVA) เปรียบเทียบความแตกต่างเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธี Scheffe’ 1. ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นนักศึกษา ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาชายร้อยละ 88.75กำลังศึกษาอยู่ในช้นั ปีที่1 ร้อยละ 31.48 เป็นนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหการ ร้อยละ 29.22 ได้รับค่าใช้จ่ายรายเดือนระหว่า ง 3,001 – 4,000 บาท ร้อยละ 30.26 มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน ร้อยละ 58.96 และ มีระยะเวลาของการใช้อินเทอร์เน็ตน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นอาจารย์ส่วน ใหญ่เป็นอาจารยป์ระจำสาขาวชิาเทคนิคศึกษาร้อยละ24.45 2. ในภาพรวม นักศึกษาประเมินตนเองว่า มีความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่งอยู่ใน ระดับมาก (x̅ = 3.86) ส่วนอาจารยป์ระเมินว่า นักศึกษามีความพร้อมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.13) สำหรับ ความพร้อมรายด้าน นักศึกษาประเมินว่า ตนเองมีความพร้อมทั้ง 6ด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน 3. จากการศึกษาความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่งจำแนกตามสาขาวิชา นักศึกษาทั้ง 6 สาขาวิชา ประเมินว่า ตนเองมีความพร้อมในระดับมากยกเว้น นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีโลหการ มีความพร้อมในระดับปานกลาง 4. เมื่อเปรียบเทียบความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่งของนักศึกษา ทั้ง 7 สาขาวิชา พบว่า นักศึกษาที่อยู่ต่างสาขาวิชามีความพร้อมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 5. จากการศึกษาความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่ง จำ แนกตามชั้นปีนักศึกษาทุกชั้นปี ประเมินว่า มีความพร้อมทั้ง 6 ด้าน อยู่ในระดับมากโดยชั้นปีที่1 มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (x̅ = 3.97) และน้อยที่สุด ได้แก่ชั้นปีที่3 (x̅ = 3.76) นอกจากนี้นักศึกษาทุกชั้นปียังเห็นสอดคลอ้งกันว่า นักศึกษามีความพร้อมด้านการ เข้าถึงเทคโนโลยีและด้านทักษะพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีมากที่สุด ส่วนด้านทักษะการใช้งานสื่อ (เสียง) มี ความพร้อมน้อยที่สุด 6. เมื่อเปรียบเทียบความพร้อมในการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิ่งของนักศึกษาทั้ง 4 ชั้นปีพบว่า นักศึกษาชั้นปีที่1กับชั้นปีที่3และนักศึกษาชั้นปีที่1กับชั้นปีที่4 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2555 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/197</guid>
      <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่มีผลต่อการธำรงรักษาบุคลากร : ศึกษาเฉพาะกรณีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค</title>
      <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/194</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่มีผลต่อการธำรงรักษาบุคลากร : ศึกษาเฉพาะกรณีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค; Factors Of Personal Maintenance Operation A Case Study Of The Provincial Electricity Authority
Authors: สุชีวา ลวี้ทิยา; มหาวิทยาลัยรามคำแหง.  คณะบริหารธุรกิจ. สาขาการจัดการทั่วไป.
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการธำรงรักษาบุคลากรของการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาค(2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของพนักงาน เกี่ยวกับการธำรงรักษาบุคลากรโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วยอายุเงินเดือน ตำแหน่งระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน (3) เพื่อศึกษาถึงความ สัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยด้านผลตอบแทน ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านหน้าที่ความรับผิดชอบ ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าใน อาชีพ และด้านการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกับการธำรงรักษาบุคลากรของการไฟฟ้าส่วน (4)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของ พนักงาน เกี่ยวกับ ปัจจัยที่มีผลต่อการธำรงรักษาบุคลากรของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากกลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานในการไฟฟ้าภูมิภาค ทั้ง 4 ภาค และสำนักงานใหญ่จำนวน 400 คน เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 ส่วนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่า ร้อยละ(Percentage)ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test) การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ (Chi-Square)และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยวิธีการของแอลเอสดี (LSD) ผลการศึกษา พบว่า 1.พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีเงินเดือน 25,000 บาทขึ้นไป ตำแหน่งเป็นพนักงานวิชาชีพ จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรีและมีอายุงานมากกว่า 15 ปีขึ้นไป 2.การธำรงรักษาบุคลากรของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนปัจจัยที่มีผล ต่อการธำรงรักษาบุคลากร ประกอบด้วยด้านหน้าที่และความรับผิดชอบ ด้านส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ และด้านการ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพอยู่ในระดับมาก สำหรับด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านผลตอบแทนอยู่ในระดับปาน กลาง 3.การทดสอบสมมติฐานเพื่อหาความแตกต่าง พบว่า อายุเงินเดือน ประสบการณ์ของพนักงานที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการธำรงรักษาบุคลากรที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และตำแหน่ง ระดับการศึกษา ของพนักงานที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการธำรงรักษาบุคลากรที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4.การทดสอบสมมติฐานเพื่อหาความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยด้านผลตอบแทน ปัจจัยด้านหน้าที่และความรับผิดชอบ ปัจจัยด้านส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ และปัจจัยด้านการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ มีความสัมพันธ์กับการธำรงรักษาบุคลากรของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอย่างมีนยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 5.ข้อ เสนอแนะคือถ้าองค์การต้องการรักษาให้พนักงาน ที่มีความรู้ความสามารถให้คงอยู่ในองค์การของเราให้นาน องค์การควรให้ความสำคัญกับ พนักงานในเรื่องของสวัสดิการต่างๆ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อเป็นขัวญและกำลังใจให้พนักงานอยู่ใน องค์การของเราต่อไป</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2555 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/194</guid>
      <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รูปแบบการพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์สำหรับสถานประกอบการศูนย์ซ่อมรถยนต์ทั่วไป</title>
      <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/187</link>
      <description>Title: รูปแบบการพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์สำหรับสถานประกอบการศูนย์ซ่อมรถยนต์ทั่วไป; Development Model of Auto Mechanic Assistant Career for the Enterprises of General Garage Center
Authors: นภดล กลิ่นทอง; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. บัณฑิตวิทยาลัย. ภาควิชาครุศาสตร์เครื่องกล. สาขาวิจัยและพัฒนาการสอนเทคนิคศึกษา.; สุราษฎร์ พรมจันทร์; ประดิษฐ์ เหมือนคิด; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม. ภาควิชาครุศาสตร์เครื่องกล.
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ เพื่อประเมินผลคุณลักษณะ ของผู้ช่วยช่างยนต์และเพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามรูปแบบการพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ สำหรับสถาน ประกอบการศูนย์ซ่อมรถยนต์ทั่วไป โดยดำเนินการวิจัยใน 4 ขั้นตอนประกอบด้วย (1) สร้างรูปแบบการพัฒนา อาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ (2) สร้างองค์ประกอบการดำเนินงานการพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ (3) ดำเนินการพัฒนา ผู้ช่วยช่างยนต์และ (4) วิเคราะห์ผลและประเมินผลการดำเนินงานตามรูปแบบ การศึกษาวิจัยดำเนินการกับ สถานประกอบการศูนย์ซ่อมรถยนต์ทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานีและสมุทรปราการ รวม 11 แห่ง โดยรูปแบบการดำเนินงานที่สร้างขึ้นได้ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน จากนั้นจึงนำรูปแบบ มาดำเนินการทดลองใช้และเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือประเมินผล จำนวน 9 ชุด ประกอบด้วยแบบประเมินรูปแบบ การพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาผู้ช่วยช่างยนต์ การจัดทำโครงการความ ร่วมมือกับสถานประกอบการ การจัดทำหลักสูตรการพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ การสร้างชุดฝึกอบรมของการ ฝึกอบรมอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ การจัดทำกระบวนการตรวจสอบความรู้และทักษะก่อนการฝึกอบรม แบบ ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เข้าอบรมตามรูปแบบ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการ ฝึกอบรมและความพึงพอใจของสถานประกอบการต่อการปฏิบัติงานของผู้ช่วยช่างยนต์ที่ผ่านการฝึกอบรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่าผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับรูปแบบของการพัฒนาผู้ช่วยช่างยนต์สำหรับสถานประกอบการ ศูนย์ซ่อมรถยนต์ทั่วไป ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.43) ผู้เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับภาพรวมของการจัดตั้งศูนย์ ฝึกอบรมการพัฒนาอาชีพผู้ช่วยช่างยนต์ในระดับมากและการจัดทำโครงการความร่วมมือกับสถานประกอบการ ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.46 และ4.57 ตามลำดับ) ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับการจัดทำหลักสูตร การกำหนด วิธีการจัดการเรียนการสอนและกับการจัดทำกระบวนการตรวจสอบความรู้และทักษะก่อนการฝึกอบรมในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย 4.26, 4.28 และ 4.29 ตามลำดับ) ผู้เข้าอบรมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 86.97 มี ความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.42) สถานประกอบการมีความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน ของผู้ช่วยช่างยนต์ที่ผ่านการฝึกอบรมในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.27) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการพัฒนาอาชีพผู้ช่วย ช่างยนต์ สำหรับสถานประกอบการศูนย์ซ่อมรถยนต์ทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อไปได้</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2555 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/187</guid>
      <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานบุคคล : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ</title>
      <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/184</link>
      <description>Title: ความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานบุคคล : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ; A Study On Employees Opinion Toward The Personel Administration Of Rajamanggala University Of Technology
Authors: ปัทมภัสสร์ สมทิพย์; คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคข์องการวิจัยเพื่อ (1) ศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารงาน บุคคลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ  (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพการทำงานของบุคลากรกับการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างความคิดเห็นของบุคลากรในแต่ละด้านกับการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลยัเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ บุคลากรของมหาวิทยาลัยรวมทั้งสิ้น 392 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ สถิติพรรณนา (descriptive Statistics) เพื่อหาค่าความถี่ (frequency) ร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และใช้เทคนิค การวิเคราะห์แบบ cross-tabและทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติไคสแควร์ (chi-square test) เพื่อทดสอบ ความสัมพันธ์ของตัวแปร</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2555 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/184</guid>
      <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

