<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/19">
    <title>DSpace Community: Research and Development Institute</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/19</link>
    <description>Research and Development Institute</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/5001" />
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/5000" />
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4999" />
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4998" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-07-18T07:58:54Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/5001">
    <title>ผลลกระทบของโครงสร้างจุลภาคของวัสดุต่อสมบัติการแพร่กระจายของคลื่นในแท่งมาตรฐานสอบเทียบสำหรับการตรวจสอบด้วยคลื่นความถี่สูงบนชิ้นส่วนอากาศยาน</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/5001</link>
    <description>Title: ผลลกระทบของโครงสร้างจุลภาคของวัสดุต่อสมบัติการแพร่กระจายของคลื่นในแท่งมาตรฐานสอบเทียบสำหรับการตรวจสอบด้วยคลื่นความถี่สูงบนชิ้นส่วนอากาศยาน
Authors: สุธรรม ศิวาวุธ; ใหม่ น้อยพิทักษ์; ธีรยุทธ กาญจนแสงทอง
Abstract: ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมีแนวทางการพัฒนากลุ่ม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ของประเทศเพื่อให้มีทักษะเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถเข้าแข่งขัน กับนานาชาติได้ ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่มมหาวิทยาลัยราชมงคลได้ดำเนินการสร้างหลักสูตรฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน มาตรฐาน EASA ขึ้น นอกจากนั้นการตรวจสอบแบบไม่ทำลายถือเป็นหลักสูตร หนึ่งที่สำคัญในกระบวนการตรวจสอบเพื่อช่อมบำรุงอากาศยาน ซึ่งกระบวนการตรวจสอบแบบไม่ทำลายนี้จำเป็นต้องมีองค์ความรู้และเครื่องมือที่ค่อนข้างมีราคาสูง จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์พื้นฐานผลิตใช้เองภายในประเทศ ดังนั้นงานวิจัดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสิทธิพลของโคระสร้างสร้ธภาศของวัดหนึ่งหลาร แพร่กระจายของคลื่นเสียงในแท่งมาตรฐานสอบเทียบสำหรับการตรวจสอบด้วยคลื่นความถี่สูงบน ชิ้นส่วนอากาศยาน โดยวัสตุทดสอบสมบัติการลดทอนคลื่นเสียง คือ เหล็กกล้า 545C 55400 และ SUS304 ทำการทตสอบตัวยคลื่นเสียงความถี่สูงตัวยเครื่องอัลตราโชนิคโดยมีหัวส่งสัญญาณความถี่ ตั้งแต่ 2MHz 5MHz และ 10 MHz จากนั้นนำวัสดุทดสอบมาผ่านกระบวนการ การอบชุบแข็ง การอบคืนตัว และการอบปกติ การทดสอบสมบัติเชิงกล เพื่อเปรียบเทียบกับแท่งสอบ เทียบมาตรฐาน !!W TYPE VI น้ำเข้าจากต่างประเทศ ผลการทดลองสามารถสรุปได้ดังนี้  วัสดุทดสอบ 55400 มีการลดทอนคลื่นเสียงที่ใกล้เคียงกับแท่งสอบเทียบมาตรฐานนำเข้าจาก ต่างประเทศมากที่สุดทุกความถี่ของหัวส่งสัญญาณที่ใช้ในการทตสอบซึ่งเหมาะสมที่จะนำไปผลิตใน การสร้างแท่งสอบเทียบมาตรฐานต้นแบบ ในขณะที่ผลการทตสอบค่าความแข็งของวัสดุทตสอบ ตันแบบพบว่าเหล็กกล้าคาร์บอนเกรด 55400 ให้ค่าความแข็งต่ำกว่าวัสดุอื่นทั้งก่อนและหลัง S5400 ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจุลภาคทั้งก่อนและหลังกระบวนการทางความร้อนเมื่อ เทียบกับวัสดุทตสอบเหล็กกล้าคาร์บอนเกรด 545C
Description: โครงการวิจัยทุนสนับสนุนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ&#xD;
งบประมาณแผ่นดินประจ าปี 2562&#xD;
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/5000">
    <title>การพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาล ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/5000</link>
    <description>Title: การพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาล ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร
Authors: เสน่ห์ สำเภาเงิน, โสภา หนูแดง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลและแนวทางการพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาล ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต้นแบบป้ายฉลากน้ำตาลสด เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผสมผสานกับการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่ในการวิจัย คือ ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย สมาชิกวิสาหกิจชุมชน จำนวน 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบ จำนวน 5 คน และกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภค จำนวน 100 คน รวมทั้งสิ้น 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามประเมินรูปแบบป้ายฉลากน้ำตาลสด และแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบบังเอิญ สถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) ข้อมูลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาล ผลิตน้ำตาลสดแท้ 100% จากเกสรดอกมะพร้าว มีการพัฒนาวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นแปรรูปให้มีคุณค่าเพิ่ม แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาลยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการตลาด รวมทั้งช่องทางในการจัดจำหน่ายและส่งเสริมการตลาดยังมีน้อย ทำให้ไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคได้อย่างแพร่หลาย และป้ายฉลากปัจจุบันที่ไม่มีจุดเด่นในการสื่อสารถึงผลิตภัณฑ์ ขาดความน่าสนใจไม่ดึงดูดผู้บริโภค ซึ่งแนวทางการพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด ควรให้มีความโดดเด่นด้วยปัจจัยด้านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และปัจจัยด้านหลักการออกแบบกราฟิก 2) พัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด จำนวน 5 รูปแบบ และป้ายฉลากที่มีผลรวมมากที่สุด คือ รูปแบบที่ 2 มีความเหมาะสมในระดับมาก (𝑥̅ = 3.69, S.D. = 0.98) จากนั้นจึงนำไปผลิตเป็นต้นแบบป้ายฉลากน้ำตาลสด 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต้นแบบป้ายฉลากน้ำตาลสดจากกลุ่มบริโภค พบว่า ผลรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.08, S.D. = 0.95) ซึ่งผลรวมด้านที่มากที่สุด คือ ปัจจัยด้านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.13, S.D. = 0.92) ที่เหลือ คือ ปัจจัยด้านการสื่อสารของป้ายฉลากน้ำตาลสด มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.03, S.D. = 0.97) ซึ่งปัจจัยด้านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ป้ายฉลากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.19, S.D. = 0.87) และปัจจัยด้านการสื่อสารของป้ายฉลากน้ำตาลสดที่ผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ภาพประกอบสื่อถึงผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจน มีความสวยงามรวมทั้งภาพเครื่องหมายต่าง ๆ มีขนาดชัดเจน มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.13, S.D. = 0.91)
Description: โครงการวิจัยทุนสนับสนุนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ&#xD;
งบประมาณเงินรายได้ปี พ.ศ. 2563&#xD;
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4999">
    <title>กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ : รายงานการวิจัย โครงการวิจัย</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4999</link>
    <description>Title: กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ : รายงานการวิจัย โครงการวิจัย
Authors: ธารทิพย์ แก้วเจริญ
Abstract: การวิจัยเรื่องกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟของผู้บริโภค 2) ศึกษาภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟของผู้บริโภค และ 3) ศึกษากลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ แบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1การศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อให้ได้ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนประสมทางการตลาด และภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟของผู้บริโภค เก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มบุคคลทั่วไปวัยทํางานที่มีอายุตั้งแต่ 25 –50 ที่บริโภคกาแฟ ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล และพื้นที่ชุมพร รวมจํานวนทั้งสิ้น 360 คน สําหรับการศึกษาภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์กาแฟเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเดิม แบ่งเป็นในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จํานวน 50คน และพื้นที่ชุมพร จํานวน 50 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก (Conveniencesampling) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามลักษณะแบบรายการเลือกตอบ และแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สัมพันธ์พหุคูณ (Multiple Regression) สําหรับระยะที่ 2การศึกษาเชิงคุณภาพ โดยนําข้อมูลจากระยะที่ 1 มาใช้ประกอบการสัมภาษณ์ เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสําคัญที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จํานวน 4 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ในภาพรวมพฤติกรรมผู้บริโภคในด้านความถี่ในการดื่มกาแฟ ส่วนใหญ่ดื่มกาแฟ 5 - 7 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (ร้อยละ 36.11) ค่าใช้จ่ายสําหรับการซื้อกาแฟต่อครั้งประมาณ 30-50 บาท (ร้อยละ 47.22) และ ต่อสัปดาห์ใช้จ่ายประมาณ 101 -200 บาท (ร้อยละ 26.94) ชนิดของกาแฟที่ซื้อประจํามากที่สุด คือกาแฟ ชนิดกาแฟคั่วบด/กาแฟชงสด (ร้อยละ 75.00) รองลงมา คือ กาแฟผงสําเร็จรูป (ร้อยละ 49.40) รสชาติกาแฟ ที่ซื้อประจํา คือ ลาเต้ (Latte) (ร้อยละ 58.61) โดยผู้บริโภคที่มีความถี่ในการดื่มกาแฟต่างกันมีค่าเฉลี่ย การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จําแนกตามค่าใช้จ่ายใน การซื้อต่อครั้งพบว่า ผู้บริโภคที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อกาแฟต่อครั้งต่างกันมีค่าเฉลี่ยการตัดสินใจซื้อ ผลิตภัณฑ์กาแฟแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จําแนกตามค่าใช้จ่ายในการซื้อ ต่อสัปดาห์พบว่า ผู้บริโภคที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อกาแฟต่อสัปดาห์ต่างกันมีค่าเฉลี่ยการตัดสินใจซื้อ ผลิตภัณฑ์กาแฟแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ในภาพรวมผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์โดยคํานึงถึงส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ในระดับมาก(M = 4.12) โดยด้านราคา (Price) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ด้านสถานที่จัดจําหน่าย และด้านการส่งเสริมการขาย (Promotion) ตามลําดับ (M = 4.36, 4.15, 4.06, 3.72ตามลําดับ)ส่วนประสมทางการตลาด ด้านราคา (Price) และด้านสถานที่จัด จําหน่าย (Place) สามารถทํานายระดับการตัดสินใจซื้อกาแฟของผู้บริโภคในภาพรวมทั้งหมดทั้งในพื้นที่ กรุงเทพและปริมณฑลและพื้นที่ชุมพรได้ร้อยละ 49.80 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้บริโภคมีระดับการรับรู้ภาพของตราสินค้าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.14) โดยผู้บริโภคมีการรับรู้ภาพลักษณ์ตราสินค้าด้านคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์โดยมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการรับรู้คุณค่า/ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ด้านทัศนคติต่อผลิตภัณฑ์โดยผู้บริโภคมี ระดับการรับรู้ในทุกด้านอยู่ในระดับมาก(M = 4.20, 4.14, 4.13, 4.07 ตามลําดับ) โดยภาพลักษณ์ ตราสินค้าด้านทัศนคติต่อผลิตภัณฑ์ (Product attitude) สามารถทํานายระดับการตัดสินใจซื้อกาแฟ ของผู้บริโภคในภาพรวมทั้งหมดทั้งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลและพื้นที่ชุมพรได้ร้อยละ 63.80 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ ประกอบด้วย 3ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง 2) การกําหนดกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติม และ 3)การกําหนดกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์กาแฟ ได้แก่ การใช้กลยุทธ์ ส่วนประสมทางการตลาด การใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปาก การใช้กลยุทธ์ศูนย์การเรียนรู้ผนวก แหล่งท่องเที่ยว และการใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านกิจกรรม; The Public Relations Strategies to Enhance Coffee Product’s Image is descriptive research that aims to: 1) study of behavior and 4Ps marketing mix (product, price, place, promotion) impact on consumer decisions 2) study of coffee product’s image impact on consumer decisions and 3) study of the public relations strategies to enhance coffee product’s image. The research study was divided into two phases. The first phase was the quantitative study of collect data about behavior, 4Ps marketing mix (product, price, place, promotion), and coffee product’s image impact on consumer decisions. The samples, convenience sampling, consisted of 360 Bangkok Metropolitan Region consumers and Chumphon province consumers with 25 – 50 ages range. As for the study of coffee product’s image the same samples, convenience sampling consisted of 50 Bangkok Metropolitan Region consumers and 50 Chumphon province consumers. The data were collected by questionnaire with checklist and rating 5 scales. Data were analyzed by descriptive statistics, and inferential statistics, including ANOVA and Multiple Regression. The second phase involved the qualitative study that the research instrument was a survey questionnaire developed from the results of the first phase. The four key informants which selected by purposive sampling. Data were collected through the semi-structured interview and analyzed by content analysis The results were as follows: 1. The overall of behavior consumers including those most consumers with the total average consumption of 5-7 times /week (36.11 %). The most consumers paid of 30 - 50 baht/ time (47.22 %) and paid of 101-200 baht/ week (26.94%). The most popular type of drink following by the ground coffee/freshly-brewed coffee at high- level (75.00 %), instant coffee respectively (49.40 %). As for the favorite coffee flavor is Latte (58.61 %) when testing the difference, Consumers with different consumption coffee had a difference in purchasing decisions for coffee products were significant at p &lt; 0.05. In addition, Consumers with different the cost of each coffee purchase had a difference in purchasing decisions for coffee products were not significant at p &lt; 0.05. On the other hand, Consumers with different cost of week coffee purchase had a difference in purchasing decisions for coffee products were significant at p &lt; 0.05.And then, theoverallof consumers decisions for purchasing coffee products by 4Psat high level (M = 4.12). In which level of 4Ps were in terms ofPrice at highest average, Product, Place and Promotionrespectively (M = 4.36,4.15,4.06,3.72respectively). In addition,4Ps in terms ofPriceand Placeexplained 49.80 % of consumers decision-making level and the results were significant at p &lt; 0.05. 2. The overall consumers' awareness of coffee product’s Image at a high level (M = 4.14). In terms of coffee product’s Image that consumers awareness the product attribute at the highest average, Perception of product value/benefits, product attitude respectively (M = 4.20, 4.14, 4.13, 4.07 respectively). In addition, product attitude explained 63.80 % of consumers' decision-making level and the results were significant at p &lt; 0.05. 3. The public relations strategies to enhance coffee product’s image consisted of 3 stages: 1) Analyzed market situation present and change, 2) Additional target groups and 3) Strategy formulation involved the public relations strategies to enhance coffee product’s image, including using Marketing mix strategy, Word of Mouth Marketing, Learning Center with Tourism and Event Marketing.
Description: ครงการวิจัยทุนสนับสนุนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ&#xD;
งบประมาณ เงินรายได้ ปี พ.ศ. 2563&#xD;
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4998">
    <title>การตรวจจับท่าทางการเดินที่ผิดปกติของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเริ่มต้นโดยใช้สมาร์ทโฟนและวิธีผสมผสานหลักการจำแนก : รายงานการวิจัย&#xD;
โครงงานวิจัยเรื่อง</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4998</link>
    <description>Title: การตรวจจับท่าทางการเดินที่ผิดปกติของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเริ่มต้นโดยใช้สมาร์ทโฟนและวิธีผสมผสานหลักการจำแนก : รายงานการวิจัย&#xD;
โครงงานวิจัยเรื่อง
Authors: อรสา พัสดุ, มนรดา ศิริมงคล
Abstract: งานวิจัยนี้นำเสนอการตรวจจับท่าทางการเดินที่ผิดปกติของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเริ่มต้น โดยใช้สมาร์ทโฟนและวิธีผสมผสานหลักการจำแนก ซึ่งเก็บข้อมูล accelerometer และข้อมูล gyroscope ของท่าทางการเดินจากเซ็นเซอร์บนสมาร์ทโฟน จากนั้นทำการปรับช่วงของข้อมูล accelerometer และข้อมูล gyroscope ของท่าทางการเดินและทำการเลือกคุณลักษณะที่มีความ เหมาะสมเพื่อนำมาใช้ในการสร้างโมเดลโดยใช้วิธีผสมผสานหลักการจำแนกได้แก่ โครงข่ายประสาท เทียม ต้นไม้ตัดสินใจ และซับพอตเว็กเตอร์แมชชีน ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่เรานำเสนอ ในการตรวจจับท่าทางการเดินที่ผิดปกติของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเริ่มต้นโดยใช้วิธี ผสมผสานหลักการจำแนกมีค่าความถูกต้องสูงสุดร้อยละ 99.40 เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติของ ท่าทางการเดิน ระบบจะมีการแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลหรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงต่อ การล้มและอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง
Description: โครงการวิจัยทุนสนับสนุนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ  งบประมาณรายได้ ปี พ.ศ. 2563&#xD;
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

