<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/19">
    <title>DSpace Community: Research and Development Institute</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/19</link>
    <description>Research and Development Institute</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4847" />
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4846" />
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4844" />
        <rdf:li rdf:resource="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4843" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2025-11-02T13:25:29Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4847">
    <title>การพัฒนาตำรับเวชสำอางบำรุงผิวผสมน้ำมันหอมระเหยจากต้นย่านาง : รายงานการวิจัย</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4847</link>
    <description>Title: การพัฒนาตำรับเวชสำอางบำรุงผิวผสมน้ำมันหอมระเหยจากต้นย่านาง : รายงานการวิจัย
Authors: ดวงสุรีย์ แสนสีระ.
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาตำรับเวชสำอางบำรุงผิวผสมน้ำมันหอมระเหยจากต้นย่านาง โดย&#xD;
สกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยวิธีการกลั่นด้วยน้ำร้อน (hydro-distillation) ส่วนเหนือพื้นดินของต้น&#xD;
ย่านาง ศึกษาและพัฒนา ตำรับโลชั่นน้ำมันหอมระเหยต้นย่านาง ศึกษาการประเมินคุณภาพทาง&#xD;
เคมีและทางกายภาพของโลชั่น ศึกษาความเข้ากันได้ของส่วนประกอบในตำรับด้วยการเก็บในที่ร้อน&#xD;
สลับเย็น ศึกษาความพึงพอใจของอาสาสมัครต่อการทดลองทาโลชั่น ศึกษาความระคายเคืองต่อ&#xD;
ผิวหนังของโลชั่นที่ทดลองโดยอาสาสมัคร ด้วยวิธีการทาสารทดสอบที่ผิวหนัง (open patch test) ที่&#xD;
บริเวณท้องแขน ผลการศึกษาการสกัดน้ำมันหอมระเหยต้นย่านาง พบว่า ส่วนเหนือพื้นดินต้นย่านาง&#xD;
มีปริมาณของน้ำมันหอมระเหยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก (% Yield) เท่ากับ 25.5% (w/w) ผล&#xD;
การศึกษาและพัฒนาตำรับโลชั่นน้ำมันหอมระเหยต้นย่านาง พบว่า ลักษณะเนื้อของโลชั่นเนียน&#xD;
ละเอียด สีขาว กลิ่นหอม ไม่แยกชั้น โลชันไหลได้ช้า ผลการศึกษาการประเมินคุณภาพทางเคมีและ&#xD;
ทางกายภาพของโลชั่น โดยผลการศึกษาลักษณะทางกายภาพของโลชั่นดังนี้คือ ลักษณะเนื้อของโลชั่น&#xD;
สีกลิ่น การไหล ความหนืด ความรู้สึกเหนอะหนะเวลาทาโลชั่น การแยกชั้นของเนื้อโลชั่น และผล&#xD;
การศึกษาลักษณะทางเคมีของโลชั่นคือ ค่า pH พบว่า ลักษณะทางกายภาพคือ ลักษณะเนื้อของโลชั่น&#xD;
ทั้งโลชั่นเบสและโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยย่านาง มีลักษณะเนื้อของโลชั่นละเอียดมัน&#xD;
วาว สีขาว กลิ่นของโลชั่นที่มีส่วนผสมน้ำมันหอมระเหยย่านางมีกลิ่นหอมอ่อนกว่าโลชั่นเบส ค่าความ&#xD;
หนืดของโลชั่นเบสเท่ากับ 26600 cP ส่วนค่าความหนืดของโลชั่นที่มีส่วนผสมน้ำมันหอมระเหยย่า&#xD;
นางเท่ากับ 25433 cP ความรู้สึกเหนอะหนะเวลาทาโลชั่นของโลชั่นเบสสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วกว่า&#xD;
โลชั่นที่มีส่วนผสมน้ำมันหอมระเหยย่านาง และรู้สึกไม่เหนอะหนะทั้งโลชั่นเบสและโลชั่นที่มีส่วนผสม&#xD;
ของน้ำมันหอมระเหยย่านาง การแยกชั้นของเนื้อโลชั่นทั้งโลชั่นเบสและโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมัน&#xD;
หอมระเหยย่านางไม่แยกชั้น ส่วนลักษณะทางเคมีคือ ความเป็นกรด-ด่างของโลชั่น พบว่า โลชั่นเบสมี&#xD;
ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 6.62 ส่วนโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยย่านางมีค่า&#xD;
ความเป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 6.63 ผลการศึกษาความเข้ากันได้ของส่วนประกอบของโลชั่นใน&#xD;
ตำรับด้วยการเก็บในที่ร้อนสลับเย็น พบว่า ลักษณะเนื้อของโลชั่น กลิ่น สี การไหลของโลชั่นไม่&#xD;
เปลี่ยนแปลง ส่วนค่าความหนืดและค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ลดลงเล็กน้อย ผลการศึกษาความพึง&#xD;
พอใจของอาสาสมัครโลชั่นน้ำมันหอมระเหยต้นย่านาง ที่ความพึงพอใจโดยรวม พบว่า โลชั่นที่มี&#xD;
ส่วนผสมน้ำมันหอมระเหยย่านางมีความพึงพอใจที่ระดับ 5 มากกว่าโลชั่นเบส คิดเป็นร้อยละ 48 และ &#xD;
28 ตามลำดับ ผลการศึกษาความระคายเคืองต่อผิวหนังของโลชั่นที่ทดลองโดยอาสาสมัคร พบว่า &#xD;
อาสาสมัคร 10 คน ไม่มีอาการผิดปกติของผิวหนังหลังทาเป็นเวลาต่อเนื่อง 5 วัน</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4846">
    <title>เชื้อเพลิงอัดเม็ดจากกะลามะพร้าวและเปลือกมะพร้าว</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4846</link>
    <description>Title: เชื้อเพลิงอัดเม็ดจากกะลามะพร้าวและเปลือกมะพร้าว
Authors: ชนิดา ป้อมเสน; ดุสิต สิงห์พรหมมาศ; บุญศรี คู่สุขธรรม; สุระศักดิ์ ศรีปาน
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความเหมาะสมในการจัดการกะลามะพร้าวและเปลือกมะพร้าวซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด การศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ (1) การศึกษาตัวประสานและอัตราส่วนที่เหมาะสมในการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด และ (2) การศึกษาคุณสมบัติของเชื้อเพลิงอัดเม็ดที่ได้จากอัตราส่วนที่เหมาะสมในการผลิต ระหว่างกะลามะพร้าวและเปลือกมะพร้าว จากนั้นตรวจวัดสมบัติทางกายภาพของเชื้อเพลิงอัดเม็ดได้แก่ ลักษณะรูปร่าง และสมบัติทางเคมี ส่วนที่ 1 ทำการทดลองที่อัตราส่วนผสมโพลีไวนิลแอลกอฮอล์ (PVA) ต่อแป้งมันที่อัตราส่วนต่าง ๆ คือ 90:10, 80:20, 70:30, 60:40, 50:50, 40:60, 30:70, 20:80 และ 10:90 โดยน้ำหนัก จากผลการทดลองพบว่าส่วนผสมที่เหมาะสมที่สุด คือที่อัตราส่วน 90:10 โดยน้ำหนัก ค่าความชื้น, ค่าเถ้า, ค่าสารระเหย, และค่าความร้อน มีค่าร้อยละ 10.26, 2.89, 70.17 และ 4,691.33 kcal/kg ตามลำดับ และส่วนที่ 2 ทำการทดลองที่อัตราส่วนผสมของตัวประสานที่เหมาสมที่สุดโดยการผสมของกะลามะพร้าวต่อเปลือกมะพร้าวที่อัตราส่วนต่างๆ คือ 90:10, 80:20, 70:30, 60:40, 50:50, 40:60, 30:70, 20:80 และ 10:90 โดยน้ำหนัก จากผลการทดลองพบว่าส่วนผสมที่เหมาะสมที่สุด คือที่อัตราส่วน 90:10 โดยน้ำหนัก ค่าความชื้น ค่าเถ้า ค่าสารระเหย และค่าความร้อน มีค่าร้อยละ 10.23, 2.42 71.17 และ 4,739.56 kcal/kg ตามลำดับ โดยภาพรวมเชื้อเพลิงอัดเม็ดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-8 มิลลิเมตร ความยาว 25-30 มิลลิเมตร การวิเคราะห์เปรียบเทียบศักยภาพพลังงานเทียบเท่าไฟฟ้า 5.53 kW-hr เทียบเท่าน้ำมันดิบ 0.55 ลิตร และเทียบเท่าก๊าซปิโตรเลียมเหลว 0.75 ลิตร</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4844">
    <title>ถังดับเพลิงอัตโนมัติ</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4844</link>
    <description>Title: ถังดับเพลิงอัตโนมัติ
Authors: ชูศักยฐ์ กมลขันติธร; เอกพล อนุสุเรนทร์; ชัยณรงค์ วิเศษศักดิ์วิชัย
Abstract: โครงการวิจัยนี้จึงนำเสนอถังดับเพลิงอัตโนมัติ สำหรับพื้นที่ปิดที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ ได้ง่าย อาทิเช่น ภายในบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัย เช่น ห้องพระ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น เป็นต้น ภายใน สำนักงานหรือโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ห้องทำงาน ห้องจัดเก็บเอกสาร และบริเวณที่มีเชื้อเพลิงหรือ วัสดุติดไฟง่าย เป็นต้น โดยถังดับเพลิงอัตโนมัติจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ 1) ส่วนตรวจจับโดยเซ็นเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Sensor) และเซ็นเซอร์ก๊าซออกซิเจน (Oxygen Sensor) ในส่วนนี้จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการลุกไหม้ 2) ส่วนการควบคุมเพลิงไหม้ ในส่วนนี้จะเป็นถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พร้อมกลไกการควบคุม ตามมาตรฐาน NFPA 10 ของสหรัฐอเมริกา 3) ส่วนประมวลผล เป็นส่วนการวิเคราะห์และการตัดสินใจสั่งการให้ส่วนการควบคุมเพลิงไหม้ทำงาน โดย อาศัยข้อมูลจากส่วนตรวจจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และตรวจจับก๊าซออกซิเจน สำหรับการวินัจฉัยว่าเหตุการณ์ลุกไหม้นั้นๆ จะลุกลามเป็นเหตุเพลิงไหม้หรือไม่ 4) ส่วนการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของสมาร์ตโฟน ในส่วนนี้จะเป็นการสื่อสารถึงผู้ควบคุมดูแลเมื่อเกิด เหตุการณ์เพลิงไหม้ขึ้น และสามารถสั่งการส่วนการควบคุมเพลิงไหม้ได้</description>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4843">
    <title>การวิเคราะห์ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซออกซิเจนที่มีต่อการเกิดอัคคีภัย</title>
    <link>https://dspace.rmutk.ac.th/jspui/handle/123456789/4843</link>
    <description>Title: การวิเคราะห์ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซออกซิเจนที่มีต่อการเกิดอัคคีภัย
Authors: เอกพล อนุสุเรนทร์; ชูศักยฐ์ กมลขันติธร; บุญช่วย เจริญผล; วินัย เมธาวิฑิต
Abstract: โครงงานวิจัยนี้นำเสนอการวิเคราะห์ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซออกซิเจนที่มีต่อการเกิดอัคคีภัย โดยทำการทดลองจากห้องจำลองปิดที่ติดตั้งโมดูลเซ็นเซอร์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และโมดูลเซ็นเซอร์ก๊าซออกซิเจนพร้อมระบบจัดเก็บข้อมูล สำหรับกรณีศึกษาต่าง ๆ เช่น การเกิดอัคคีภัยจากการลุกไหม้ของกระดาษ ไม้ ผ้า และพลาสติก ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลของวัสดุที่เป็นสาเหตุของการเกิดอัคคีภัย โดยพิจารณา&#xD;
ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และระดับก๊าซออกซิเจนจะได้ความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงระหว่างก๊าซทั้งสองชนิด โดยองค์ความรู้ที่ได้&#xD;
จากการวิจัยสามารถนำไปใช้พัฒนาต่อยอดเพื่อการป้องกันเหตุอัคคีภัย ด้วยการแจ้งเตือนเหตุอัคคีภัยจากการตรวจจับระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซออกซิเจน</description>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

